ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก พรีเมียรลีกอังกฤษ ในอดีต นั้นมีความเป็นมาอย่างไร 

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ถ้าใจให้บอกว่า ฟุตบอลลีกประเทศไหน ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในบรรดาเเฟนบอลชาวไทย ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไทย ก็ต้องชี้เป้าไปที่ พรีเมียรลีก อังกฤษ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเเฟนบอลชาวไทยนั้น ติดตามลีกจากประเทศอังกฤษ มาเป็นเวลานานมากเเล้ว

ซึ่งไม่ว่าสโมสรชั้นนำของอังกฤษ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นต้น โดยทั้ง 5 ทีมที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยม ในหมู่เเฟนบอลชาวไทยเเทบทั้งสิ้น โดยก่อนหน้านี้อาจจะตัดทีมอย่าง เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกไป

เพราะทีมอย่าง เรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นเพิ่งจะมาโด่งดังมีชื่อเสียงในช่วง 5-10 ที่ผ่านมา เพราะว่าทีมนี้นั้นได้มีเจ้าของอย่าง ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ที่เข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ต่อทีมเรือใบในขณะนี้

โดยระยะมานี้ทีมเรือใบ แทบจะกวาดทุกถ้วย ที่มีอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งทีมนี้แทบทุกปี ก็จะมีถ้วยติดไม้ติดมือเสมอ โดยที่มีผู้จัดการทีมที่ชาญฉลาดอย่าง เป็ป กวาร์ดิโอลา คุมทีมอยู่นั้นเอง

โดยถ้าหากเราจะตัด ทีมเรือใบแมนฯซิตี้ออกไป ในช่วงนั้นเราจะเรียกทีมเหล่านี้ว่า ท้อปโฟร์ เพราะทั้ง 4 ทีมนั้นจะขับเคี่ยวกัน เพื่อที่จะแย่งตำแหน่งไปเล่น ฟุตบอลถ้วยใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก โดยที่อันดับ 1-3 นั้นจะได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติ ส่วนที่ 4 นั้นจะต้องไปเล่นเพลย์ออฟ กับที่อื่นที่อาจะมีสิทธ์แพ้ และอดเล่นฟุตบอลถ้วยนี้เลยก็ได้

ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องการที่จะเล่น ฟุตบอลถ้วยใบนี้มากที่สุด คำตอบมันก็มีหลายแง่หลายมุมด้วยกัน แต่ที่แน่ๆคือ เม็ดเงินที่จะเข้ามาสู่ทีมนั้น เป็นจำนวนที่มหาศาลเป็นอย่างมากที่เดียว เกียรติยศของการได้ลงเล่น ฟุตบอลถ้วยบิ้กเอียร์ ความก้าวหน้าในอาชีพฟุตบอล อะไรหลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น

ซึ่งทั้ง 4 ทีมนี้จะพลัดกันเป็นแชมป์ไปมาอยู่เสมอ แต่ยกเว้นหงส์แดง ลิเวอร์พูลอย่างเดียวที่ตอนนี้ยังไม่ได้เเชมป์เลย มาถึง 30 ปีด้วยกันแต่ปีนี้คงจะโอกาศแล้ว เว้นเสียแต่ว่า ต้องมาหยุดทำการแข่งขันเสียก่อน เพราะเชื้อไวรัส Covid19 ที่ระบาดไปทั่วโลก

โดยที่ตอนนั้นแทบจะปฏิเศษไม่ได้เลยว่า ที่จากเกาะอังกฤษทั้ง 4 ทีมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ คู่ปรับตลอดกาลอย่าง ผีแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ หงส์แดง ลิเวอร์พูล เพราะสองทีมนี้นั้นเรียกได้ว่า มีแฟนบอลมากทีสุดในโลก ทีนึงเลยก็ว่าได้

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ยุคของอำนาจเงินที่เข้ามา

เมื่อก่อนการทำทีมฟุตบอลนั้น จะดันเอาชุดเยาวชน หรือที่เราเรียกว่า อคาเดมี ดันชึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่ แต่ด้วยปัจจุบันนั้น ด้วยอำนาจเงินที่มาจาก โลกของตะวันออกกลาง เข้ามามีบทบาทของการเป็นเจ้าทีม ก็เลยมีอำนาจที่จะเอาเงินนั้น มาซื้อนักเตะที่เก่งๆเข้ามาอยู่ในทีม เพียงเพราะต้องการที่จะประสบความสำเร็จ อย่างไวๆ

อีกอย่างก็คือ ทีมจากประเทศอังกฤษนั้น เป็นที่นิยมไปทั่วโลก มีการท่ายทอดการแข่งขัฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแข่งทั้งหมดกี่นัด แทบจะทุกสัปดาห์ ซึ่งลีกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือ พรีเมียรลีก กับ แชมป์เปียนชิพนั้นเอง แต่เดิมนั้น

ซึ่งหลังจากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มนายทุน หลายๆประเทศเริ่มที่จะหันมา ให้ความสนใจ การเป็นเจ้าของทีมจากพรีเมียรลีก เวลาที่เข้ามาเป็นเจ้าของทีมนั้น ก็ได้มีการตั้งชื่อสนามใหม่ ด้วยเช่นกัน เพียงเพราะเจ้ากิจการที่เขามา เทคโอเวอร์นั้นก็อาจจะมี กิจการอย่างอื่นที่ทำอยู่ อาจจะเป็นการโปรโมตสิ้นค้าไปในตัวอย่างเช่น

ทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เอติฮัด สเตเดียม ซึ่งแต่เดิมนั้นสนามแห่งนี้มีชื่อว่า สนามกีฬา ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ ฟุตบอลไทย

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแข่งทั้งหมดกี่นัด

ทีมจากลอนดอนอย่าง ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ที่เเต่เดิมนั้นใช้ชื่อสนามว่า อาร์เซนอล สเตเดี้ยม หรืออีกชื่อที่แฟนบอลสมัยนั้น รู้จักันดีก็คือ สนาม ไฮบรี นั้นเอง ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ซึ่งที่มาของชื่อนี้เพราะว่า มีสปอนเซอร์หลักอย่างสายการบิน เอมิเรตส์ นั้นเอง

และทีมที่ได้ชื่อว่าเป็นม้ามืด ที่สามารถความเซอร์ไพร้ และก็คว้าแชมป์มาครอง ได้เป็นสมัยเเรกนั้นก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตอนนี้นั้น มีเจ้าของทีมที่เป็น นักธุรกิจชาวไทยอย่าง กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ โดยมร นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นเจ้าของอยู่ในขณะนั้น โดยได้เปลี่ยนชื่อสนามมาเป็น คิงเพาเวอร์สเตเดียม

และหลายทีมไม่ว่าจะเป็น ในประเทศอังกฤษก็ดี หรือทีมจากโซนยุโรป ซึ่งอย่างในประเทศไทย ก็มีให้เห็นอยู่อย่างมามาย เช่นกัน เพียงเพราะอำนาจเงินเท่านั้น ที่จะสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมลงได้

แต่ยกเว้น 2 ทีมที่เป็นตำนานอย่าง หงส์แดงลิเวอร์พูล และ ผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังคงเก็บความทรงจำที่ดี เอาไว้ได้อย่างยาวนาน ดูบอล123

ยุครุ่งเรืองของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล

โดยในช่วงที่ยุคปี 90 เป็นต้นมานั้นเป็นการขับเคี่ยว ของสองทีมดังอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมนี้จะผูกขาดของการเป็นแชมป์ พรีเมียรลีก ยุคของผีแดงในทีมชุดนั้นเป็นทีทีมขนานนามกันว่า คลาส ออฟ 92

ยุคของคลาส ออฟ 92 ทีมจะประกอบไปด้วยนักเตะทั้งหมด 6 คนด้วยกันได้แก่ นิคกี้ บัตต์, ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์ สองพี่น้อง เนวิลล์ และดาวเด่นประจำทีมคือ เดวิด เบ็คแฮม ที่ถูกดันมาจาก อคาเดมี และก็ได้เข้ามาหล่อหลอม เอาไว้จนกระทั้งเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยที่นักเตะชุดนั้น เป็นสัญชาติอังกฤษ แทบทั้งสิ้นยกเว้นแต่ ไรอัน กิ๊กส์ ที่มาจากประเทศ เวลส์

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

ซึ่งผู้จัดการทีมในทีมนั้นก็ได้แก่ ท่าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นที่หลากหลาย และสามารถที่จะต่อกรกับทีม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อลได้อย่างสูสีเลยที่เดียว

ส่วนยุคของปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ที่ตอนนั้นได้ฉายาว่า ไร้พ่าย โดยฤดูดังกล่าวเกิดในช่วง 2003-2004 ในตอนนั้นก็ผู้จัการทีมอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นหัวเรือใหญ่ นักเตะในชุดนั้น แทบจะผสมผสานกันระหว่าง นักเตะทีมชาติอังกฤษ กับ นักเตะทีมชาติฝรั่งเศส โดยมีนักเตะชูโรงอย่าง เธียร์รี่ อองรี อยู่ในทีม ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเลสเตอร์

กำเนิดทีมแชมป์ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเลสเตอร์ หน้าใหม่ 

หลังจากที่ปล่อยให้ทั้ง 2 ทีมผีแดงและ ปืนใหญ่ ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนาน ก็เข้าสู่เวลาที่ทีมอื่น จะขอเป็นผู้ท้าชิงบ้าง นั้นก็ได้แก่ ทีมจากลอนดอน เชลซี และทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ในช่วงขณะนั้น 2 ทีมนี้ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงอย่างเต็มตัว เพราะด้วยอำนาจเงิน ที่สามารถที่จะเนรมิตนักเตะที่ต้องการเข้ามาได้หมด จึงไม่ใช้เรื่องเเปลกที่ จะมีซุปเปอร์สตาร์หลายคน ตบเท้าเข้ามา และผลเงินที่ได้ก็มีมากไปด้วยเช่นกัน

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

หลังจากน้้นก็มีบ้างที่ มีทีมสอดแทรก โปรแกรมบอลพรีเมียร์ลีก ของการเป็นแชมป์อยู่บ้าง นั้นก็ได้แก่ ทีมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และทีมเลสเตอร์ ซิตี้

ปัจจุบันนั้นทีมอันดับท้อปโฟร์แทบจะมีการเปลี่ยนหน้าไปแล้ว ก็เลยมีการจัดอันดับเป็น ท้อปซิ้กแทน เนื่องด้วยปัจจุบัน ทีมที่เคยอยู่ในอันดับ 1-4 นั้นบางครั้งก็ล่วงหล่นไปอยู่ กับทีมกลางตาราง และมีทีมอื่นขึ้นมาสอดแทรกมากมาย

โดยปัจจุบันนั้น แต่ละทีมได้มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ทีมที่เคยโด่งดังในอดีต ตอนนี้อาจนะเหลือเพียงแค่ชื่อ ในความทรงจำเท่านั้น

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>>>> @bet123v1